รับแปลผลวิจัย รับวิเคราะห์ข้อมูล
จริยธรรมในทรรศนะของนักปรัชญาตะวันตก

         ในทรรศนะของปรัชญาตะวันตก ความคิดทางจริยธรรมต่างๆ นั้นมีวิวัฒนาการที่แตกต่างกันเรื่อยมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุคคล สังคม ศาสนา และวิวัฒนาการทางความคิดของนักปรัชญาเอง มีสาระสำคัญ ดังนี้

         จริยธรรมในทรรศนะของนักปรัชญากลุ่มโซฟิสต์
         ปรัชญากรีกระยะที่ 2 ที่เป็นระยะเวลาที่เริ่มศึกษาถึงฐานะ และเรื่องราวต่างๆ ของมนุษย์ในจักวาล โดยการศึกษาสังเกตจากข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ล้อมรอบตัวมนุษย์นั้น เริ่มต้นที่สำนักโซฟิสต์นี้เอง นักปรัชญาสำนักโซฟิสต์นี้ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูเป็นกลุ่มแรกของโลก และอาชีพครูของพวกเขานั้นเป็นอาชีพที่เป็นที่ถูกดูแคลนจากสังคม เพราะมีการเรียกเก็บเงินเป็นค่าตอบแทนในการสอน กลุ่มโซฟิสต์นี้จะสอนพวกเด็กหนุ่มๆ เกี่ยวกับเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตในสังคม ในขณะที่ นักปรัชญากลุ่มโซฟิสต์นี้ มีทรรศนะทางจริยธรรมว่า มนุษย์เป็นเครื่องตัดสินความถูกผิดทางจริยธรรม คุณค่าทางจริยธรรมเป็นสิ่งสัมพันธ์และขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนบุคคล เช่น สิ่งใดๆ ก็ตามที่บุคคลใดเห็นว่า ดี และถูกต้อง สิ่งนั้นๆ ก็จะดี และถูกต้องสำหรับบุคคลนั้นๆ เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงบุคคลอื่นๆ ดังนั้น ความดี ความถูกต้อง ความจริง และความเหมาะ เป็นต้น จึงเป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นอัตนัย เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของบุคคลแต่ละคน ความรู้สึกทางจริยธรรมที่ว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรเหมาะสมอะไรไม่เหมาะสม เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่หามาตรฐานที่แน่นอนตายตัวไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกและการตัดสินใจของบุคคลแต่ละคนเท่านั้น

         โปรทากอรัส นักปรัชญาคนสำคัญ และเป็นแกนนำของกลุ่มนี้กล่าวว่า มนุษย์เป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง มนุษย์ในที่นี้หมายถึง มนุษย์แต่ละคนเป็นมาตรฐานของสิ่งที่เป็นจริงต่อตัวเขา ไม่มีความจริงอื่นใดนอกเหนือไปจากความรู้สึกและสิ่งที่ประทับใจของแต่ละบุคคล สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นจริงก็ย่อมเป็นจริงสำหรับข้าพเจ้า สิ่งที่ท่านรู้สึกว่าเป็นจริงก็ย่อมเป็นจริงสำหรับท่าน ในขณะที่ โปรทากอรัส กล่าวว่า การรับรู้ของมนุษย์เป็นการรับรู้ด้วยสัมผัสสะ ความรู้สึกที่เกิดจากผัสสะนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว ถ่ายทอดกันไม่ได้ ดังนั้น ความรู้สึกทางจริยธรรมว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรจริง อะไรเท็จ เป็นต้น เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลแต่ละคน บุคคลใดเห็นว่า อะไรดี ก็จะดีสำหรับบุคคลนั้น และถ้าบุคคลใดเห็นว่า อะไรชั่ว ก็จะชั่วสำหรับคนนั้น ไม่มีอะไรเป็นสิ่งดี หรือชั่วที่แน่นอน แต่เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละบุคคล
         สรุปได้ว่า จากทรรศนะของนักปรัชญากลุ่มโซฟิสต์ดังกล่าวนี้ มีแนวโน้มให้เห็นว่า หลักคำสอนทางจริยธรรมของกลุ่มโซฟิสต์มีอิทธิพล และมีผลในแง่ลบที่เป็นไปในแนวทางที่จะทำลายล้างหลักจริยธรรมที่ดีงามของสังคม และกฎหมายบ้านเมือง เพราะคำสอนของกลุ่มนี้เป็นการปฏิเสธหลักการของสังคม แต่ยึดถือผัสสะ หรือความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก

         จริยธรรมในทรรศนะของโสคราตีส
         โสคราตีส ( Socrates. ก่อน ค.ศ. 469 – 399 ) เป็นนักปรัชญากรีกคนแรกที่สนใจ และพยายามศึกษาหาความรู้ในเรื่องของคุณธรรม ความดีและความยุติธรรม โดยการสนทนาปัญหาต่างๆกับชาวบ้านในตลาด หรือที่ชุมชน ในบั้นปลายชีวิต เขาถูกจับและถูกศาลตัดสินโดยการประหารชีวิตโดยการให้ดื่มยาพิษ โสคราตีสเชื่อมั่นว่า ตนเองบริสุทธิ์ และไม่ยอมรับสารภาพต่อข้อกล่าวหาทั้งหมด แต่เขายอมรับการตัดสินของศาล เพราะเขาถือว่า กฎหมาย และศีลธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยึดถือและประพฤติปฏิบัติตาม เมื่อกฎหมายให้เขาตาย เขาก็ต้องตาย และยอมดื่มยาพิษโดยดี ในขณะที่ หลักคำสอน หรือหลักปรัชญาของโสคราตีสนั้นมีเนื้อหาที่เน้นหนักในทางจริยธรรม โสคราตีสได้สร้างหลักการทางจริยธรรมขึ้นเพื่อต่อต้านหลักการของกลุ่มโซฟิสต์ เพราะเขามีความเห็นว่า กลุ่มโซฟิสต์เป็นผู้ทำลายมาตรฐานทางจริยธรรม และมาตรฐานของความจริง โสคราตีส ได้กล่าวว่า ความจริง ความเท็จ ความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด เป็นต้น เป็นสิ่งสากลที่สามารถรับรู้ได้ตรงกันด้วยเหตุผล และคุณธรรมนั้นเป็นธรรมชาติที่กระตุ้นเตือนให้มนุษย์ระลึกถึง และพยายามประพฤติปฏิบัติตาม ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ
         1. ความรู้ ได้แก่ ความรู้ที่เกี่ยวกับความดี คือ ความรุ้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด
         2. การปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา ได้แก่ การทำความดี การเคารพนับถือ บูชา กราบไหว้ และยกย่องสิ่งที่ควรยกย่อง ตามหลักคำสอนของศาสนา
         3. ความกล้าหาญ ได้แก่ ความกล้าหาญในการกระทำการต่างๆ และความกลัวในสิ่งที่สมควรกลัว
         4. การควบคุมตัวเอง ได้แก่ การใช้ปัญญา ควบคุมอารมณ์ ความอยากและความต้องการของตน
         5. ความยุติธรรม ได้แก่ ความเสมอภาคกัน และความเป็นธรรมในทุกๆกรณี เช่น การไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น การไม่กีดกันความสามารถของคนอื่น

         จริยธรรมในทรรศนะของเปลโต
         ในทฤษฏีทางจริยธรรมนี้ เปลโตได้ยึดหลักการของโสกราตีส และมีความเชื่อเช่นเดียวกันกับโสคราตีส ทฤษฏีทางจริยธรรมของเปลโตนี้ ได้ผสมผสานเข้ากับแนวความคิดทางรัฐศาสตร์ด้วย โดยเปลโตเชื่อว่า คุณธรรม คือความดีสุงสุด บุคคลไม่สามารถบรรลุคุณธรรมได้โดยลำพังเอง แต่บุคคลสามารถบรรลุคุณธรรมได้ในสังคมเท่านั้น ดังนั้น รัฐจึงมีหน้าที่ในการส่งเสริมคุณธรรมและความสุขของประชาชน ในขณะที่ เปลโตมีความเห็นว่า คุณธรรมมิใช่ความพอใจ คุณธรรมและความรู้จะต้องไปด้วยกันเสมอ และคุณธรรม หมายถึง การกรทำที่ถูกต้องที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงด้วยปัญญา หรือเหตุผล คุณธรรม ตามทรรศนะของเปลโตนั้น จำแนกออกเป็น 2 ประการ คือ
         1. คุณธรรมทางปัญญา หมายถึง คุณธรรมที่เกิดจากปัญญา หรือเหตุผล และความเข้าใจอย่างแท้จริงในหลักแห่งคุณธรรมนั้น
         2. คุณธรรมทางสังคม หมายถึง คุณธรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำและการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ถูกต้องตามสังคม ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี ความเชื่อ และสามัญสำนึกทั่วๆไป เปลดตสรุปไว้ตอนท้ายสุด ว่า คุณธรรมที่แท้จริงต้องเป็นคุณธรรมที่รู้จักจุดหมายในตัวเอง และจุดหมายปลายทางของคุณธรรมก็คือ ความดี เป็นความดี เพื่อความดีนั่นเอง

         จริยธรรมในทรรศนะของเซนต์ ออกัสติน
         ในทฤษฏีทางจริยธรรม เซนต์ ออกัสติน กล่าวว่า จุดหมายสูงสุดของพฤติกรรมมนุษย์คือ อุดมคติในศาสนา ซึ่งได้แก่ ความเป็นเอกภาพของจิต กับพระเจ้าในสวรรค์ เขาได้อธิบายว่า มนุษย์ไม่สามารถที่จะเข้าถึงความเป็นเอกภาพของจิตกับพระเจ้าในสวรรค์ได้ในชาตินี้ แต่จะสามารถเข้าถึงได้ในชาติหน้า หลังจากที่ตายไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นโลกแห่งชีวิตที่แท้จริง ชีวิตมนุษย์ในโลกนี้จึงเป็นเพียงชีวิตที่ต้องบำเพ็ญบุญกุศลเพื่อให้จิตได้เข้าถึงความเป็นเอกภาพกับพระเจ้าในชาติหน้า ซึ่งถือว่าเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต มนุษย์สามารถเข้าถึงความเป็นเอกภาพกับพระเจ้าได้ด้วยความรัก คือความภักดีในพระเจ้า และความรักเป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรมอื่นๆด้วย อันได้แก่ การละเว้นความชั่ว ความมัวเมาทั้งหลายทั้งปวง ความรักในพระเจ้าเป็นรากฐานแห่งความรักตัวเองและความรักผู้อื่น ความรักจึงเป็นคุณธรรมที่แท้จริง ในขณะที่ ในทฤษฎีทางจริยธรรม เซนต์ อะควินัส กล่าวว่า ความดีคือความสุขและความสุขที่แท้จริง สูงสุด คือ การเข้าถึงพระเจ้า เขาได้อธิบายว่า ความสุขที่แท้จริงมิใช่ความสุขที่มีอยุ่ในโลกนี้ เพราะความสุขในโลกมนุษย์ เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง หรือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความสุขที่แท้จริงสูงสุดจึงเป็นความสุขในโลกของพระเจ้า ซึ่งได้แก่การได้เห็น ได้เข้าใจพระเจ้าอย่างถ่องแท้
         แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดของ เซนต์ อะควินัส จึงสรุปว่า “ความชั่วไม่มีในโลก สิ่งที่รียกว่า ความชั่วคือ ความดีที่ยังไม่สมบูรณ์นั่นเอง บาปก็คือ การกระทำที่ขัดต่อระเบียบและเหตุผล” เขาอธิบายว่า พระเจ้าทรงเป็นกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ เหตุผลเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ปฏิบัติตามเหตุผล มนุษย์ก็สามารถเข้าถึงพระทัยของพระเจ้าได้ เพราะเหตุผลนั้นเป็นวิถีนำไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งชีวิต คือการเข้าถึงพระเจ้า ดังนั้น จุดหมายสูงสุดของชีวิตก็คือ การมีชีวิตอยู่บนสวรรค์กับพระเจ้าตลอดกาลนั่นเอง

         จริยธรรมในทรรศนะของจอห์น ล๊อก
         ในทฤษฏีทางจริยธรรม จอห์น ล๊อก แสดงทรรศนะไว้ว่า การกระทำที่ก่อให้เกิดความสุขแก่ตนเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่มีความจริงทางศีลธรรมที่มีมาแต่กำเนิดมนุษย์มีมาตรฐานตัดสินทางศีลธรรมอยู่ในหัวใจของมนุษย์เอง โดยการอิงอาศัยประสบการณ์ ได้แบบทางศีลธรรมว่า มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับความผิดถูกทางศีลธรรมได้โดยประสบการณ์เท่านั้น และพระเจ้าได้ใส่ความปรารถนาดีไว้ในจิตของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์มีเจตจำนงในทางศีลธรรม และเพื่อบรรลุผลในจุดมุ่งหมายคือความสุข และเพราะเหตุที่พระเจ้าได้ใส่เหตุผลไว้ในจิตของมนุษย์นั่นเองมนุษย์จึงสามารถเข้าถึงความจริงทางศีลธรรมได้

         จริยธรรมในทรรศนะของคานต์
         ในทฤษฎีทางจริยธรรม คานต์แสดงทรรศนะไว้ว่า ความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด เป็นสิ่งที่มีความเป็นจริง แน่นอน และตายตัวในตัวของมันเองไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล กาลเวลา หรือสถานที่ คานต์กล่าวว่า เจตจำนง เป็นเครื่องตัดสินความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด การกระทำที่ดีหรือถูกต้องได้แก่ การกระทำที่มาจากเจตจำนงดี (GoodWill)และนัยตรงกันข้าม การกระทำที่ชั่วหรือไม่ดี ได้แก่ การกระทำที่มาจากเจตจำนงเลว (Bad Will) และคานต์ได้สรุปว่า การกระทำที่มาจากเจตจำนงนี้ หรือการกระทำด้วยเจตจำนงดี คือ การกระทำตามหน้าที่ ดังนั้น ในทรรศนะทางจริยธรรมนี้ คานต์ได้มุ้งหวังไปที่ การกระทำตามหน้าที่ กล่าวคือ การกระทำตามหน้าที่เพื่อหน้าที่ (Duty for Duty’s Sake) โดยไม่ยึดถือผลใดๆที่จะเกิดขึ้นตามมาจาการกระทำตามหน้าที่นั้นมาเป็นเครื่องชี้ขาด หรือตัดสินคุ่นค่าทางจริยธรรม เมื่อบุคคลกระทำตามหน้าที่ของตนเองและรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนแล้ว ความดีก้อจะเกิดขึ้นกับบุคคล และสังคมของเขาด้วยส่วนรวม

Tags รับทำวิจัย วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล งานวิจัย รับสรุปงานวิจัย รับงานวิจัย วิจัยตลาด โปรแกรม spss วิทยานิพนธ์ รับแปลภาษา วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล แปล เอกสาร ภาษาอังกฤษ พิษณุโลก งานวิจัย รับสรุปงานวิจัย รับงานวิจัย โปรแกรม SPSS รับประมวลผลข้อมูล spss รับงานวิจัย รับสรุปผลงานวิจัย แปลผลงานวิจัย วิเคราะห์ SPSS รับคีย์ข้อมูล รับจ้างทำวิจัย รับทำ IS เชียงใหม่ รับทำงาน วิจัย รับทำงานวิจัย รับทำภาคนิพนธ์ โปรแกรม SPSS ลำปาง รับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ แปล เอกสาร ภาษาอังกฤษ รับทำสารนิพนธ์รับทำแบบสอบถาม รับทำแผนธุรกิจ ชลบุรี รับทําปัญหา พิเศษ รับทําวิทยานิพนธ์ รับประมวลผล spss ขอนแก่น รับวิเคราะห์ spss รับเก็บข้อมูล โปรแกรม SPSS รับแปลเอกสาร วิทยานิพนธ์ โปรแกรม spss รับ แปล ภาษา รับประมวลผล spss ขอนแก่น รับวิเคราะห์ spss รับเก็บข้อมูล รับแปลเอกสาร เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก นครนายก วิเคราะห์ SPSS นครสวรรค์ แพร่ ชลบุรี ระยอง

ข้อมูลจัดทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์และการศึกษาเท่านั้น

<--- เริ่มใหม่

  KonChangfun.com Design  ขอสงวนลิขสิทธิ์ ©  รับวิเคราะห์ SPSS รับสรุปผลวิจัย รับแปลผลวิจัย ด้วยโปรแกรม SPSS