รับแปลผลวิจัย รับวิเคราะห์ข้อมูล
CSR จอมปลอมกับแบรนด์อสังหาฯ

         ในเมืองไทยเราทำ CSR กันแบบหลอกๆ กันมากมาย มักเป็นแบบ “ผักชีโรยหน้า” เน้นสร้างภาพแต่ไม่ได้สร้างแบรนด์

         เรามาดูกันว่าจะสร้างแบรนด์ด้วย CSR ได้อย่างไร โดยดูจากวิสาหกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศกัน

         ปกติผมเขียนเรื่องอสังหาริมทรัพย์ต่างแดน วันนี้ก็เกี่ยวกับการนำประสบการณ์อสังหาริมทรัพย์ต่างแดนมาใช้เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยเช่นกัน แต่ในมิติด้าน CSR (Corporate Social Responsibility) หรือความรับผิดชอบต่อสังคม ผมเกี่ยวข้องกับ CSR ในแง่ที่ทำสำเร็จมากับมือกับวิสาหกิจของผมคือ ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.area.co.th)

         CSR ในที่นี้ไม่ใช่การไปเที่ยวบริจาค การทำดีก็เป็นปางหนึ่งของ CSR แต่ปางที่สำคัญที่สุดก็คือการอยู่ในทำนองคลองธรรมของกฎหมาย ไม่ทำผิดกฎหมาย และปางที่สองก็คือการมีมาตรฐานจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด

         พอพูดถึง CSR บางทีเราก็ยกย่องการทำ CSR ของวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ข้ามชาติกันมาก แต่แท้จริงแล้ว CSR ของพวกนี้มาจากพื้นฐานของการปล้นจนร่ำรวยแล้วโยนเศษเงินออกมาให้ตนดูดีต่างหาก เช่น ในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเครื่องหนึ่งราคา 15,000 บาท ตัวเครื่องแทบไม่มีราคาค่างวดเท่าไหร่ ส่วนมากเป็นค่าซอฟต์แวร์ที่มีราคา (แสน) แพง ผู้ซื้อถูกมัดมือชก วิสาหกิจคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่จึงทำกำไรมหาศาลทั่วโลก นี่คือการปล้นอย่างถูกกฎหมาย

         อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือวิสาหกิจมือถือที่ทำกำไรมหาศาล ฐานะสินทรัพย์และมูลค่าของวิสาหกิจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่างบประมาณแผ่นดินไทยเสียอีก สินค้าของวิสาหกิจนี้ก็จ้างด้วยแรงงานราคาถูกจากประเทศกำลังพัฒนา แทนที่จะขายในราคาสมเหตุผล ก็กลับขูดรีดด้วยราคาแสนแพง นี่จึงเป็นภาวะไร้คุณธรรมในขั้นพื้นฐาน วันๆ ได้แต่เที่ยวคิดค้นออกรุ่นใหม่ๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า แม้แต่สายชาร์จแบตเตอรี่ ก็เปลี่ยนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เพื่อจะให้คนซื้อต้องตกเป็นทาส ซื้อแต่ของตนเองถ่ายเดียว ซ้ำยังมีราคาแสนแพงเมื่อเทียบกับของลอกเลียนแบบที่ผลิตออกมาลดภาระของคนซื้อใช้

         ทีนี้ลองหันมามองวิสาหกิจมหาชนใหญ่ๆ ในไทยบ้าง ห้างหรือร้านสะดวกซื้อในฐานะที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ แทนที่จะทำตัวเป็นแหล่งกระจายสินค้าที่ถูกและดีแก่ผู้บริโภค กลับกลายเป็นการ “ปิดประตูตีแมว” ยัดเยียดสินค้าและบริการของวิสาหกิจในเครือมาขาย สินค้าราว 80% เป็นของวิสาหกิจในเครือ ของผู้บริหาร ทำลายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือแม้กระทั่งวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่กลายเป็นคู่แข่ง กลายเป็นการก่ออาชญากรรมไปเสียอีก การนี้ย่อมไม่ก่อให้เกิดมูลค่าของกิจการเลย

         การไม่ชอบมาพากลก็เป็นอีกประเด็นสำคัญของวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ในไทยหลายแห่ง ผู้บริหารในแต่ละระดับมักมีผลประโยชน์ทับซ้อน การตั้งสาขา การรับเหมาก่อสร้างอาคาร ก็อาจเป็นโอกาสหาผลประโยชน์ร่วม การจัดซื้อกลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ในวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งที่วิสาหกิจเหล่านี้มีการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต

         ในทางตรงกันข้าม เราลองหันมาดูแบบอย่างวิสาหกิจพัฒนาที่ดินต่างชาติ เช่น Capitaland ของสิงคโปร์ (http://bit.ly/28LdyYO) เขาประกาศชัดว่าจะดูแลพัฒนาพนักงาน จะปฏิบัติต่อคู่ค้าและซับพลายเออร์อย่างตรงไปตรงมาอย่างไร และโดยเฉพาะจะปฏิบัติต่อลูกค้าที่มาอุดหนุนซื้อบ้านกันอย่างไรบ้าง ดูได้ว่าแทบไม่มีใครร้องเรียน ข้อนี้คงแตกต่างจากวิสาหกิจใหญ่ๆ ของไทยที่มีการกล่าวหาและร้องเรียนกันในเว็บบอร์ดต่างๆ

         อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ Henderson Land Development ในฮ่องกง วิสาหกิจแห่งนี้ก็ตั้งมาตั้งแต่ปี 2519 และเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2524 วิสาหกิจนี้มีรายงานที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งด้านธรรมาภิบาล การจ่ายค่าตอบแทน การแต่งตั้งพนักงาน (ไม่ได้มาจากเส้นสาย) การถือหุ้น การไม่ใช้ข้อมูลภายในการแสวงหาผลประโยชน์ การดูแลความเสี่ยง และดัชนีที่สำคัญในการชี้ถึงความสำเร็จของ CSR ก็ไม่ใช่แค่เขียนรายงานในแต่ละปี แต่คือความพึงพอใจของลูกค้านั่นเอง

         ยิ่งถ้าเป็นวิสาหกิจที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่า บจก.ซันยู (www.sanyu-appraisal.co.jp) ซึ่งเป็นวิสาหกิจประเมินค่าทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นนั้นต้องมีการประกันทางวิชาชีพเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินก็ต้องประกัน ตัววิสาหกิจเองก็ต้อง ในประเทศไทยที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยของผมก็ต้องทำประกันปีละ 120,000 บาท โดยคุ้มครองในวงเงิน 30 ล้านบาท การประกันทางวิชาชีพนี้จะช่วยให้วิสาหกิจมีแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อถือ สำหรับวิสาหกิจพัฒนาที่ดินนานาชาตินั้น การมีแบรนด์จะอยู่ที่การคุ้มครองผู้บริโภค ในไทยเรามี พ.ร.บ.การดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา คือ เงินดาวน์บ้านของลูกค้าจะได้รับการคุ้มครอง จะถูกผู้บริหารวิสาหกิจนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้ แต่ปรากฏว่า พ.ร.บ.นี้เป็นหมัน ไม่มีใครนำไปใช้เพราะเขียนไว้ว่าต้องได้รับความยินยอมจากทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ขายคือวิสาหกิจพัฒนาที่ดินรายใหญ่ก็อ้างว่าตนไม่โกง ตนมีชื่อเสียง ส่วนรายเล็กก็ไม่ใช้เพราะจะเสียเปรียบรายใหญ่

         เราทำธุรกิจ จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ อย่าลืมว่าขั้นแรกของธุรกิจก็คือต้องเติบโต ขั้นที่สองคือต้องยั่งยืน ไม่ต้องตะบี้ตะบันทำเองตลอด และขั้นที่สามก็คือมีมูลค่าของกิจการ คือแบรนด์สามารถขายต่อได้นั่นเอง

         ที่มา โดย : ดร.โสภณ พรโชคชัย
         24 มิถุนายน 2559

Tags รับทำวิจัย วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล งานวิจัย รับสรุปงานวิจัย รับงานวิจัย วิจัยตลาด โปรแกรม spss วิทยานิพนธ์ รับแปลภาษา วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล แปล เอกสาร ภาษาอังกฤษ พิษณุโลก งานวิจัย รับสรุปงานวิจัย รับงานวิจัย โปรแกรม SPSS รับประมวลผลข้อมูล spss รับงานวิจัย รับสรุปผลงานวิจัย แปลผลงานวิจัย วิเคราะห์ SPSS รับคีย์ข้อมูล รับจ้างทำวิจัย รับทำ IS เชียงใหม่ รับทำงาน วิจัย รับทำงานวิจัย รับทำภาคนิพนธ์ โปรแกรม SPSS ลำปาง รับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ แปล เอกสาร ภาษาอังกฤษ รับทำสารนิพนธ์รับทำแบบสอบถาม รับทำแผนธุรกิจ ชลบุรี รับทําปัญหา พิเศษ รับทําวิทยานิพนธ์ รับประมวลผล spss ขอนแก่น รับวิเคราะห์ spss รับเก็บข้อมูล โปรแกรม SPSS รับแปลเอกสาร วิทยานิพนธ์ โปรแกรม spss รับ แปล ภาษา รับประมวลผล spss ขอนแก่น รับวิเคราะห์ spss รับเก็บข้อมูล รับแปลเอกสาร เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก นครนายก วิเคราะห์ SPSS นครสวรรค์ แพร่ ชลบุรี ระยอง

ข้อมูลจัดทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์และการศึกษาเท่านั้น

<--- เริ่มใหม่

  KonChangfun.com Design ขอสงวนลิขสิทธิ์ ©  รับวิเคราะห์ SPSS รับสรุปผลวิจัย รับแปลผลวิจัย ด้วยโปรแกรม SPSS