รับแปลผลวิจัย รับวิเคราะห์ข้อมูล
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

         แดเนียล (Danial A. Tuaber; & Brenda Kienan. 2001: 46) กล่าวว่า นักการตลาดทั่วไปเชื่อว่าการใช้ 7C ซึ่งประกอบด้วย Content, Community, Commerce , Context, Communication, Customization, Convenience

         พันจันทร์ ธนวัฒนาเสถียร (2545: 138) กล่าวว่านักการตลาดบนเว็บต่างพูดถึงวิธีการทำอย่างไรที่จะทำให้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์แล้วมีการอยากกลับมาเยี่ยมชมอีกมีนักการตลาดท่านหนึ่งคือ Thomas H. Davenport ได้กล่าวไว้ว่าเว็บไซต์จะได้รับความสนใจจากผู้ท่องเว็บมากน้อยเพียงใดเมื่อเวลาล่วงเลยไปวิธีวัดที่ดีที่สุดคือการนับช่วงเวลาทั้งหมดหรือนับความถี่ที่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ใช้เปิดข้อมูลในเว็บของเราในช่วงเวลาหนึ่งๆเช่นภายในหนึ่งเดือนซึ่งค่านี้จะขึ้นกับจำนวนครั้งที่ผู้นั้นเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ในขณะที่ ภาวุธพงษ์วิทยภานุ (2547: ออนไลน์) ได้กล่าวถึง 7C กับความสำเร็จของเว็บไซต์ดังนี้

         1. ด้านเนื้อหาหรือข้อมูล (Content)
         เนื้อหาหรือข้อมูลถือเป็นส่วนสำคัญและเป็นหัวใจหลักอันดับหนึ่งของการที่จะทำให้เว็บไซต์น่าสนใจ โดยรูปแบบของข้อมูล (Content) ที่มีบริการอยู่ในเว็บไซต์มีหลายรูปแบบเช่น ข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือ, รูปภาพ, เสียงเพลง, หนัง DVD, ภาพเคลื่อนไหวและแอพพลิเคชั่นเป็นต้น ซึ่งรูปแบบของข้อมูลแต่ละแบบก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบและประเภทของเว็บไซต์ที่ให้บริการเช่น www.mcot.or.th เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข่าวทั้งในรูปแบบตัวหนังสือ (Text), ฟังข่าววิทยุทางอินเทอร์เน็ตหรือดูภาพข่าวเคลื่อนไหวได้ทันที (VDO) ซึ่งเป็นการผสมผสานของการให้บริการที่หลากหลายรูปแบบของข้อมูลสำหรับการทำเว็บไซต์ข้อมูลที่ดีและน่าเข้าไปอ่านและใช้บริการควรประกอบไปด้วย
             1.1 ข้อมูลใหม่สดเสมอควรหมั่นอัพเดทข้อมูลเว็บไซต์อยู่เสมอเว็บที่ไม่อัพเดทจะทำให้ผู้ใช้บริการไม่อยากกลับมาเว็บไซต์อีก
             1.2 ข้อมูลมีความถูกต้องโดยข้อมูลในเว็บไซต์ควรจะมีข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องและสอดคล้องกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์บางประเภทที่ต้องการความแม่นยำและถูกต้องของข้อมูลสูง เช่น เว็บไซต์ข่าว, เว็บไซต์ข้อมูลหุ้น เป็นต้น ซึ่งบางครั้งข้อมูลบางประเภทอาจจะต้องมีการแจ้งช่วงเวลาที่ได้ข้อมูลมาเพื่อความถูกต้องที่ครบถ้วน เช่น ข้อมูลราคาทองคำ , น้ำมัน และหากข้อมูลบางอย่างที่ได้มาจากคนที่เข้ามาในเว็บไซต์ก็ควรจะมีการแจ้งถึงความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องระหว่างข้อมูลในส่วนที่มีคนทั่วไปสามรถนำมาลงในเว็บไซต์เพราะข้อมูลในส่วนเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมได้
             1.3 อ้างอิงถึงแหล่งที่มาของข้อมูลถ้าหากมีการคัดลอกข้อความใดจากเว็บไซต์สิ่งพิมพ์หรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ มาลงในเว็บไซต์ควรจะแจ้งแหล่งที่มาของข้อมูลด้วยเว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นกับแหล่งข้อมูลนั้นๆซึ่งข้อนี้อยู่ในหลักจริยธรรมของเว็บไซต์ไทยซึ่งออกโดยสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย
             1.4 การจัดการและบริหารข้อมูล (Content Management) เป็นสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งสำหรับข้อมูลในเว็บไซต์คือการจัดการและบริหารข้อมูล (Content Management) ภายในเว็บไซต์ซึ่งสามารถแบ่งรูปแบบของการจัดการข้อมูลในเว็บไซต์ออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
                  1.4.1 เว็บไซต์ที่มีข้อมูลไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย (Static Content) เป็นรูปแบบการทำเว็บไซต์ที่มีข้อมูลที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยซึ่งรูปแบบของการตอบสนองกับผู้เข้ามายังเว็บไซต์ก็จะเป็นรูปแบบเหมือนเดิมทุกครั้ง เช่น เว็บไซต์ข้อมูลบริษัทโดยส่วนใหญ่เว็บไซต์ในประเภทนี้จะทำเว็บไซต์ในรูปแบบ HTML ไม่มีการใช้แอพพิลเคชั่นหรือโปรแกรมมิ่งเข้ามาช่วยทำซึ่ง ข้อดีของเว็บรูปแบบนี้คือ โหลดได้รวดเร็ว เพราะไม่มีความซับซ้อนของข้อมูลแต่ข้อเสียก็คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลจะทำได้ยากโดยเฉพาะอยากยิ่งหากมีเว็บไซต์นั้นๆมีข้อมูลที่มีจำนวนมากและมีรูปแบบที่คล้ายๆกันจะต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ในการเขียนเว็บไซต์เป็นคนคอยแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนให้ทุกครั้ง
                  1.4.2 เว็บไซต์ที่เปลี่ยนแปลงข้อมูลอยู่เสมอ (Dynamic Content) เว็บไซต์ในรูปแบบนี้จะมีความง่ายและคล่องตัวในการจัดการและบริหารข้อมูลภายในเว็บไซต์มากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อย เพราะด้วยรูปแบบของเว็บไซต์ในลักษณะนี้จะใช้แอพพิลเคชั่นหรือโปรแกรมมิ่งเข้ามาช่วยในการบริหารและจัดการซึ่งจะช่วยทำให้ผู้บริหารเว็บไซต์สามารถปรับเปลี่ยนหรือแก้ใขข้อมูลได้อย่างง่ายดายและทันทีและเว็บไซต์ยังสามารถปรับเปลี่ยนและตอบสนองได้ตรงกับความต้องการของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมในเว็บไซต์แต่ ข้อเสียสำหรับเว็บไซต์ในลักษณะนี้คือ ต้องให้โปรแกรมเมอร์เป็นคนที่จัดทำระบบขึ้นมาและเว็บไซต์อาจจะช้าหากมีการจำนวนข้อมูลในฐานข้อมูลมากเกินไป

         2. ด้านการปฏิสัมพันธ์หรือชุมชนออนไลน์ (Community) ชุมชนออนไลน์คือการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ร่วมกันภายใต้สถานที่แห่งหนึ่งโดยมีการพูดคุยหรือกิจกรรมร่วมกันภายในสถานที่แห่งนั้นแต่กล่าวถึงการเกิด Community ในโลกออนไลน์เว็บไซต์ก็ถือเป็นบริการรูปแบบหนึ่งที่สามารถนำมาใช้และสร้างให้เกิด Community ได้ซึ่งผู้ที่เข้ามาอยู่ใน Community ภายในเว็บไซต์จะรู้สึกว่าเว็บไซต์นั้นๆจะเหมือนกับสังคมอีกสังคมหนึ่งที่สามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์มีการพูดคุยทำกิจกรรมต่างๆกับคนอื่นๆในเว็บไซต์นั้นๆได้ซึ่งทั้งหมดนี้จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการที่อยู่ใน Community ของเว็บไซต์ซึ่งการมี Community ในเว็บไซต์จะช่วยทำให้เว็บไซต์มีผู้เข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง, มีข้อมูล (Content) ที่มาจากผู้ใช้เข้ามาในเว็บไซต์ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่เจ้าของเว็บไม่ต้องเป็นผู้ผลิตทำให้ลดต้นทุนและเวลาในการหาข้อมูลมาใส่ในเว็บด้วยซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบและกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่ใน Community หากลองเปรียบเทียบเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์ธรรมดาๆที่ไม่มีการสร้างCommunity ภายในเว็บไซต์กับอีกเว็บไซต์หนึ่งที่เป็นมีการสร้าง Community เอาไว้ภายในเว็บไซต์ด้วยจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์ที่มีการสร้าง Community ในเว็บไซต์จะมีกลุ่มผู้ใช้บริการนิยมกลับเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องมากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มี Community โดยส่วนใหญ่ผู้ใช้เว็บไซต์ Community มักจะเข้าไปในเว็บไซต์นั้นๆในวันหนึ่งหลายๆครั้งหรือบางคนอาจจะเข้าไปเว็บไซต์นั้นทั้งวันการเริ่มต้นรู้จักกันของคนในโลกออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ที่มี Community และมักจะมีส่วนขยายการปฏิสัมพันธ์นอกเหนือจากในเว็บไซต์มามีกิจกรรมในโลกแห่งความจริงหลายเว็บไซต์ เช่น มีการจัดกิจกรรมระหว่างสมาชิกในเว็บการนัดพบปะทานอาหาร, การไปแรลลี่, การนัดดูหนังเป็นต้นเช่นเว็บไซต์ www.pantip.com มีการจัดกีฬาสีของผู้ใช้บริการในเว็บไซต์, เว็บไซต์ www.diaryhub.com มีการพาสมาชิกไปเที่ยวสัญจรต่างจังหวัดกันเป็นประจำ, เว็บไซต์ www.mrpalm.com มักมีการนัดพบกันระหว่างสมาชิกเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของการให้บริการจากแค่ในเว็บไซต์ออกไปยังโลกของ Offline ได้อีกด้วยละยังทำให้Community ของเว็บไซต์นั้นๆมีความแข็งแรงมากขึ้นความจงรักภักดีในตัวผู้ใช้บริการที่มีต่อตัวเว็บไซต์ก็จะมีสูงขึ้นตามด้วยซึ่งจะทำให้เว็บไซต์มีกลุ่มขาประจำที่จะเข้ามาใช้บริการอยู่ทุกๆวันซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่า (Value) ให้กับเว็บไซต์ได้ในระยะยาว เรย์พอร์ท (Rayport; & Jaworski. 2002) ได้ให้เกณฑ์ในการสร้างความหนาแน่นของชุมชนออนไลน์ไว้ดังต่อไปนี้
             2.1 ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (Coheshion) คือต้องทำให้มีความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโดยอาจจะมีการจัดการแข่งขันให้มีการแสดงความคิดเห็น
             2.2 ผลกระทบต่อวิธีชีวิตของสมาชิก (Effect) คือต้องไม่เพียงแต่พูดคุยกันแล้วก็จากไปแต่ต้องมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของสมาชิกด้วย
             2.3 การช่วยเหลือกัน (Help) คือสมาชิกที่มีปัญหาคล้ายกันก็จะมีการตอบคำถามด้วยความเข้าใจกัน
             2.4 สายสัมพันธ์ (Relationship) คือเว็บไซต์ต้องขจัดความขัดแย้งกันเพื่อสมาชิกมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็จะทำให้เข้ามาเว็บไซต์นั้นต่อไป
             2.5 ภาษา (Language) คือการมีภาษาที่สื่อสารกันได้อย่างเข้าใจระหว่างสมาชิกก็จะทำให้สมาชิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
             2.6 การควบคุมดูแลความเรียบร้อยภายในกันเอง (Self-regulation) คือ บางครั้งอาจจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาก่อกวนหรือสร้างความรำคาญเช่นการเขียนข้อความที่หยาบ

         3. ด้านการพาณิชย์หรือการค้า (Commerce) คือความสามารถของเว็บไซต์ในการรองรับการซื้อขายสินค้าออนไลน์มีผลทำให้คนจะใช้เวลาเปิดดูเว็บไซต์นานขึ้นและกลับมาบ่อยขึ้นซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเว็บไซต์ได้เว็บไซต์ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ E-Commerce แต่เป็นเว็บไซต์แนวอื่นหรือเว็บไซต์ประเภทใดก็ตามเช่นเว็บข้อมูล (Content), เว็บโปรแกรมมิ่ง, หรือเว็บ Community ก็สามารถทำ E-Commerce ได้E-Commerce หรือการค้าอาจจะเป็นชิ้นส่วน (Module) ชิ้นหนึ่งที่สามารถนำไปเพิ่มหรือเสริมให้กับเว็บไซต์ทุกประเภทได้เพื่อทำให้เว็บไซต์มีบริการ, มีข้อมูลที่หลากหลายให้กับผู้ใช้บริการภายในเว็บไซต์ องค์ประกอบที่ช่วยให้การทำ E-Commerce ประสบความสำเร็จได้แก่
             3.1 เลือกสินค้าให้ตรงกับกลุ่มคนที่เข้ามาใช้เว็บไซต์ควรเลือกสินค้าที่จะนำมาขายภายในเว็บไซต์ให้ตรงกับกลุ่มผู้ใช้บริการเพราะว่าโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าจะมีมากกว่าที่จะขายสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการของคนเหล่านั้น
             3.2 เลือกสินค้าที่น่าสนใจและเหมาะสมการเลือกสินค้ามาขายผ่านเว็บไซต์มีหลายวิธีสินค้าที่ขายผ่าน E-Commerce แล้วขายดีที่สุดก็คือสินค้าที่เป็นประเภทสื่อดิจิตอล (DigitalGoods) เช่นเพลง, ภาพ, Software เป็นต้นหรือสิ่งของที่สามารถจับต้องได้ (Tangible Goods) คือ สินค้าทั่วไป

         4. ด้านการจัดองค์ประกอบ (Context) คอทเลอร์ (Kotler. 2003: 26) กล่าวว่าผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์จะตัดสินความสามารถของเว็บไซต์จาก “ ความง่ายในการใช้งาน “ และ “ ความมีเสน่ห์ของเว็บไซต์ “ ซึ่งความยากง่ายในการใช้งานถูกแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆดังนี้เว็บไซต์ดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็วหน้าแรกของเว็บไซต์เข้าใจง่ายผู้เข้าชมสามารถเปลี่ยนไปที่หน้าอื่นง่ายและรวดเร็วและ “ ความมีเสน่ห์ของเว็บไซต์ “ ตัดสินได้จากองค์ประกอบดังต่อไปนี้เว็บไซต์แต่ละหน้าดูสะอาดและมีเนื้อหาไม่อัดแน่นจนเกินไป,รูปแบบและขนาดของตัวอักษรต้องอ่านรู้เรื่อง,เว็บไซต์ใช้สีและเสียงที่ดีเรย์พอร์ท (Rayport; & Jaworski. 2002) กล่าวว่าต้องมีการออกแบบให้มีความสอดคล้องกันทั้งข้อความรูปภาพมีสีสันที่ดีและมีความกลมกลืนกันมีเมนูให้เลือกเพื่อเข้าถึงเนื้อหาที่ต้องการได้ง่ายสามารถเปิดได้รวดเร็วไม่ใช้เวลานานเกินไปวิธีหนึ่งทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นก็คือการจัดระเบียบการบอกทิศทางของเว็บไซต์ (Navigation) ให้มีความชัดเจนซึ่งโดยปกติจะอยู่ด้านบนหรือด้านข้างของหน้าแรก (Home Page) ไม่ใช่ว่าเมื่อลูกค้าเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะไปทางไหน

         5. ด้านการสื่อสารหรือช่องทางในการสื่อสารและติดต่อกับผู้ใช้บริการในเว็บไซต์(Communication) เว็บไซต์เป็นช่องทางในการสื่อสารกับผู้ใช้ได้เท่านั้นแต่จริงๆแล้วสิ่งที่มีอยู่ในเว็บไซต์คือข้อมูล (Content) หรือบริการ (Service) ซึ่งเว็บไซต์เป็นเพียงแค่ “ช่องทาง” ในการ “เข้าถึง”ข้อมูลหรือบริการเหล่านั้นทางหนึ่งเท่านั้นเองยังมีอีกหลายช่องทางที่สามารถเลือกและนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นช่องทางในการที่จะให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลของได้เพราะยิ่งมีช่องทางในการสื่อสารกับผู้ใช้ได้มากเท่าไรก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการในเว็บไซต์ได้มากขึ้นเท่านั้นตัวอย่างช่องทางอื่นๆที่สามารถนำมาใช้ร่วม (Integrated) กับเว็บไซต์ได้ในการเข้าถึงและบริการผู้ใช้ในเว็บไซต์ได้แก่โทรศัพท์มือถือ PDA เรย์พอร์ท (Rayport; & Jaworski. 2002) กล่าวว่าการติดต่อสื่อสารกับทางเว็บไซต์สามารถจัดให้มีการติดต่อสื่อสารแบบทางเดียวเช่นมีข้อมูลบอกเล่าเกี่ยวกับเว็บไซต์แนวคิดของเว็บไซต์รวมถึงการแนะนำทีมงานและควรจัดให้มีส่วนที่เป็นคำถามที่มีคนถามบ่อย (FrequentAsked Questions:FAQ) ด้วยส่วนการติดต่อสื่อสาร 2 ทางสามารถทำได้ 3 วิธีดังนี้
             5.1 โดยติดต่อทางอีเมล์โดยต้องมีการได้รับอนุญาตด้วย
             5.2 ติดต่อผ่านเว็บมาสเตอร์และทีมงานฝ่ายต่างๆ
             5.3 ติดต่อผ่านเว็บบอร์ดแจ้งปัญหาการใช้เว็บไซต์ การติดต่อสื่อสารกับทางเว็บไซต์มีประโยชน์หลายประการดังนี้
                  5.1.1 เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างการตลาดแบบได้รับอนุญาต
                  5.1.2 เป็นเครื่องมือในการตอบคำถามที่ลูกค้ามักถามบ่อยๆ
                  5.1.3 เป็นเครื่องมือในการให้บริการลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์

         6. ด้านความต้องการเฉพาะของลูกค้าหรือรูปแบบการให้บริการที่สามารถปรับแต่งการใช้งานให้มีความเหมาะสมกับผู้ใช้ (Customization) เนื่องจากเว็บไซต์จะเป็นช่องทางการสื่อสารที่แตกต่างจากช่องทางอื่นๆโดยสามารถปรับแต่งรูปแบบของข้อมูลให้สามารถตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างดีและยังสามารถเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ได้จากการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ผ่านทางเว็บไซต์โดยการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรง กับความต้องการของผู้ใช้สามารถปรับได้หลายรูปแบบดังนี้
             6.1 การปรับแต่งข้อมูลเพื่อการบริการ (Service Customization) การปรับแต่งข้อมูลและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ข้อมูลและบริการต่างๆภายในเว็บไซต์สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างถูกต้องและจงจงไปยังเฉพาะบุคคลเช่นบริการ "My" จะเห็นได้ว่าเว็บไซต์หลายๆแห่งได้มีบริการ "My" ซึ่งเป็นบริการที่ให้ความเป็นส่วนตัวกับผู้ใช้โดยข้อมูลที่นำมาเสนอจะเป็นข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้เท่านั้นเช่น เว็บไซต์ http://my.Yahoo.com, http://my.MSN.com หรือ http://my.ebay.com มีบริการ MyService สามารถปรับแต่งข้อมูลที่แสดงในหน้า My ให้ตรงกับความต้องการได้อย่างง่ายดายสามารถเลือกประเภทของข้อมูลที่ต้องการนำเสนอในหน้าๆนั้นเช่นต้องการให้มีข่าวเฉพาะข่าวกีฬามีการ์ตูนราคาหุ้นและข้อมูลดาราบันเทิงก็สามารถเลือกข้อมูลเหล่านี้ให้แสดงอยู่ในหน้าๆนั้นได้อย่างง่ายดายโดย my.MSN.com สามารถลากและเลือก (Drag & Drop) ข้อมูลที่ต้องการให้มาอยู่ในหน้าของผู้ใช้สามารถทำได้ทันทีและเมื่อเข้ามาหน้านี้ภายหลังข้อมูลต่างๆจะถูกเก็บไว้ตามที่ได้เลือกเอาไว้เป็นการปรับแต่งข้อมูลในหน้าๆนั้นซึ่งเป็นหน้าของผู้ใช้คนนั้นเพียงคนเดียว
             6.2 การปรับแต่งสินค้าเพื่อการค้า (Commerce Customization) การปรับแต่งด้วยตัวลูกค้าเองสามารถนำมาประยุกต์กับการค้า E-Commerce ได้และสามารถเพิ่มยอดขายลูกค้าสามารถปรับแต่งสินค้าให้มีความเหมาะสมกับตัวลูกค้าเองเพราะลูกค้าจะรู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นๆไม่เหมือนใครและได้ถูกออกแบบโดยลูกค้าเองซึ่งจะทำให้สินค้าชิ้นๆนั้นมีความพิเศษกว่าสินค้าที่ขายทั่วๆไปเช่นเว็บไซต์ www.nike.com มีบริการที่สามารถเลือกซื้อรองเท้าที่ปรับแต่งรองเท้าคู่นั้นๆให้ตรงกับความต้องการได้อย่างง่ายดายโดยสามารถเลือกรูปแบบของรองเท้าสีเชือกรองเท้าสีของแถบลายต่างๆและยังสามารถออกแบบป้ายชื่อของรองเท้าให้ตรงกับความต้องการได้ทุกอย่างทำให้ผู้ซื้อเกิดความภูมิใจในสินค้ามากว่าสินค้าแบบทั่วๆไป
             6.3 การเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อการนำเสนอข้อมูล (Information Customization) หลายๆเว็บไซต์มีการเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อการเลือกข้อมูลที่ตรงกับลักษณะหรือความต้องการของลูกค้าเฉพาะคนให้มากขึ้นโดยการเก็บข้อมูลของลูกค้าคือการให้มีการลงทะเบียนเพื่อใช้งานเว็บไซต์ข้อมูลพื้นฐานอย่างเช่นเพศอายุหรือความสนใจสามารถนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพของการนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับกลุ่มคนกลุ่มๆนั้นได้ยกตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ www.amazon.com นำข้อมูลผู้สมัครสมาชิกเว็บไซต์และเลือกประเภทสินค้าที่จะแสดงในหน้าเว็บไซต์โดยดูจากข้อมูลของผู้ที่เข้ามาใช้เช่น หากผู้ใช้เว็บไซต์เป็นผู้หญิงทางเว็บไซต์ก็จะนำสินค้าที่เกี่ยวกับผู้หญิงเช่นหนังสือผู้หญิงกระเป๋าหรือ เครื่องสำอางค์มานำเสนอหน้าเว็บไซต์แต่หากเป็นผู้ชายก็จะนำสินค้าประเภทกีฬานาฬิกาหรือ เสื้อผ้าผู้ชาย

         7. ด้านความสะดวกในการใช้งาน (Convenience)
         เป็นการออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถใช้งานได้อย่างง่ายและสะดวก (WebUsability) ซึ่งการทำให้เว็บไซต์สามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกจะช่วยทำผู้ใช้งานเว็บไซต์สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือบริการต่างๆได้อย่างถูกต้องและครบทุกส่วนซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ตอบสนองการใช้งานกับผู้ใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยทำได้จากการศึกษาข้อมูลต่างๆเช่นพฤติกรรมผู้ใช้บริการช่วงเวลาที่เข้ามาบ่อยๆ, รุ่นของ internet browser, ขนาดของหน้าจอเป็นต้น

Tags รับทำวิจัย วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล งานวิจัย รับสรุปงานวิจัย รับงานวิจัย วิจัยตลาด โปรแกรม spss วิทยานิพนธ์ รับแปลภาษา วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล แปล เอกสาร ภาษาอังกฤษ พิษณุโลก งานวิจัย รับสรุปงานวิจัย รับงานวิจัย โปรแกรม SPSS รับประมวลผลข้อมูล spss รับงานวิจัย รับสรุปผลงานวิจัย แปลผลงานวิจัย วิเคราะห์ SPSS รับคีย์ข้อมูล รับจ้างทำวิจัย รับทำ IS เชียงใหม่ รับทำงาน วิจัย รับทำงานวิจัย รับทำภาคนิพนธ์ โปรแกรม SPSS ลำปาง รับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ แปล เอกสาร ภาษาอังกฤษ รับทำสารนิพนธ์รับทำแบบสอบถาม ผลงานวิจัย โปรแกรม SPSS แปลเอกสาร งานวิจัย รับทำวิจัย ชลบุรี รับทําปัญหา พิเศษ รับทําวิทยานิพนธ์ รับประมวลผล spss ขอนแก่น รับวิเคราะห์ spss รับเก็บข้อมูล โปรแกรม SPSS รับแปลเอกสาร วิทยานิพนธ์ โปรแกรม spss รับ แปล ภาษา รับประมวลผล spss ขอนแก่น รับวิเคราะห์ spss รับเก็บข้อมูล รับแปลเอกสาร เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก นครนายก วิเคราะห์ SPSS นครสวรรค์ แพร่ ชลบุรี ระยอง

ข้อมูลจัดทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์และการศึกษาเท่านั้น

<--- เริ่มใหม่

  KonChangfun.com Design ขอสงวนลิขสิทธิ์ ©  รับวิเคราะห์ SPSS รับสรุปผลวิจัย รับแปลผลวิจัย ด้วยโปรแกรม SPSS