รับแปลผลวิจัย รับวิเคราะห์ข้อมูล
กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

         จากการที่ในปัจจุบันมีการซื้อขายในระบบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กันอย่างกว้างขวางทั้งรัฐและเอกชนได้เริ่มนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ เพื่อช่วยในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้องและฉับไว กฎหมายการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ เพื่อช่วยในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้องฉับไว กฎหมายการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะผลักดันให้การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเชิงพาณิชย์มีความน่าเชื่อถือ และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้

         ประเทศใดที่สามารถปรับตัวบทกฎหมายต่างๆให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็สามารถสร้างความได้เปรียบทางการค้าเหนือประเทศอื่นๆซึ่งการพัฒนากฎหมายจำเป็นต้องอยู่บนความเข้าใจลักษณะการประกอบธุรกิจและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations Commission on International Trade Law:UNCITRAL) ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นต้นแบบกฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของโลก ด้วยการเล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะแพร่หลายไปทั่วโลกในอนาคต

         ในประเทศไทยนั้น สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (2541) ได้วิเคราะห์ถึงแง่มุมต่างๆของกฎหมายเกี่ยวกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในไทยโดยกล่าวว่า กฎหมายส่วนใหญ่ที่บังคับใช้ในประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่มีบ่อเกิดและมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองระบบการผลิตและการดำเนินชีวิตของสังคมในยุคอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ใช้บริการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Telematic Service) เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำธุรกรรม กล่าวคือ กฎหมายยังคงมีสมมติฐานในเบี้ยงต้นว่า ผู้ผลิตหรือผู้ค้ายังจะต้องใช้สื่อที่มีลักษณะทางกายภาพปรากฎ เป็นเครื่องมือหรือสื่อกลางที่จะก่อการแลกเปลี่ยนได้ เช่น ในการทำธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศ ผู้ซื้อและผู้ขายรวมทั้งบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน ศุลกากร ผู้ขนส่ง ย่อมจะต้องถูกกำหนดให้ต้องมีหลักฐานทางกายภาพ ผู้ซื้อและผู้ขายย่อมเรียกร้องให้มีเอกสารที่แสดงสิทธิ์ในการซื้อขายก่อนที่จะออกใบตราสั่ง (Letter of Credit: L/P) หรือเอกสารทางการเงินอื่นใด เช่นเดียวกับผู้ขนส่งที่จะต้องออกเอกสารตราส่ง และ/หรือเอกสารกำกับสินค้า ทั้งๆที่เงื่อนไขทางกายภาพ (Physical Presence) อาจจะไม่มีความจำเป็นในหลายกรณีแล้ว เช่น ในสหรัฐอเมริกาเริ่มทดลองใช้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ABI) ระหว่างผู้บรรทุกสินค้าทางเรือ ผู้ส่งสินค้า และศุลกากร ทำให้ประหยัดเอกสารและลดเวลาลงมาก

         จากแนวคิดที่ได้มีการเล็งเห็นถึงความสำคัญการดำเนินการแก้ไชปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดังที่กล่าวมา คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบในนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ และเริ่มมีการดำเนินการโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2541 โดยกฎหมายต่างๆเหล่านี้เป็นส่วนผลักดันให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย โดยเฉพาะทางด้านการเงินธนาคาร ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นการลดต้นทุนในด้านการประกอบการรวมไปถึงการทำธุรกิจผ่านทางอินเทอร์เน็ต กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ประกอบด้วยกฎหมายหลักๆ 6 ฉบับด้วยกัน ได้แก่

         1. กฎหมายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากว่าเทคโนโลยีได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก จากเดิมที่มีการใช้กระดาษในการร่างและทำหนังสือสัญญา เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้เริ่มมีการทำนิติกรรมต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยมีการเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไว้เป็นหลักฐานซึ่งรวมไปถึงการลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นๆ พร้อมทั้งหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ซึ่งในบัญญัติมาตราที่ 10 ของ พระราชบัญญัติฉบับนี้ กล่าวว่า "ห้ามมิให้มีการปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานเพียงเพราะว่าเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" แสดงให้เห็นว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ความสำคัญกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เทียบเท่ากับข้อมูลที่ได้มาจากรูปแบบเดิม

         2. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายฉบับนี้จะมุ่งเน้นไปในด้านการยอมรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ว่ามีสิทธิเสมอด้วยการลงลายมือชื่อในเอกสารแบบธรรมดา ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพราะกฎหมายฉบับนี้จะรับรองว่าเอกสารสัญญาที่ทำในรูปของอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีผลบังคับใช้ทางก"หมายเช่นเดียวกับการลงลายมือชื่อในเอกสารบนกระดาษเดิม

         3. กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ในกฎหมายฉบับนี้จะมุ่งเน้นก่อให้เกิดการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ ได้แก่ โครงข่ายคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยจะทำให้ประชากรทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ทำให้ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมระหว่างคนในเมืองหลวงกับคนที่อยู่ในชนบทในการเข้าถึงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์

         4. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายฉบับนี้นับเป็นจุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งของกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย เนื่องจากเป็นการรองรับสิทธิและให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้น สามารถเผยแพร่ข้อมูลถึงบุคคลจำนวนมากได้ภายในเวลารวดเร็ว ซึ่งอาจจะมีการนำเอาข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในทางที่ผิดและละเมิดสิทธิของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล

         5. กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีบทลงโทษต่อผู้ที่กระทำผิดต่อระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล รวมถึงระบบเครือข่าย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการร่างกฎหมายออกมาควบคุมและกำหนดบทลงโทษ เพื่อเป็นการป้องกันการทำอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างๆ 6. กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายฉบับนี้เป็นการกำหนดกลไกสำคัญในการรับรองระบบการโอนเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างสถาบันการเงิน เพื่อก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

         กฎหมายทั้ง 6 ฉบับนี้ จะเป็นส่วนผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศของไทย ให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมต่างประเทศ โดยจะทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งการทำการค้าบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น (พอล มนัสถาวร, 2544)

         การที่การขายได้เปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่ผู้ซื้อเดินเข้าร้านค้าเลือกจับจ่ายซื้อสินค้า โดยมีโอกาสได้เห็น จับต้อง ทดลองหรือทดสอบคุณภาพของสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าจากผู้ขายโดยตรง มาเป็นการขายสินค้าที่ผู้ขายส่งแค็ตตาล็อก (catalog) ให้ผู้ซื้อได้เลือกซื้อสินค้า โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า คุณสมบัติ ภาพของสินค้า และราคาสินค้าก่อนการสั่งซื้อจากผู้ขายผ่านทางไปรษณีย์ จนมาถึงปัจจุบันที่การซื้อขายสินค้าได้อาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่นอินเทอร์เน็ตมาเป็นสื่อกลางในการขายสินค้าประเภทต่าง ๆ ทั้งของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนกระทั้งของใช้ที่มีราคาหรือมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ บ้าน ที่ดิน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากปัญหาที่ผู้ซื้อถูกหลอกลวงหรือฉ้อโกงซึ่งพบเห็นได้บ่อยครั้งจากการซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตแล้ว ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของการซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตก็คือ การที่ผู้ซื้อไม่ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ คุณสมบัติหรือลักษณะตรงตามที่ผู้ขายได้บรรยาย พรรณนา หรือโฆษณาไว้ ซึ่งเหตุปัจจัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ซื้อไม่มีโอกาสได้เห็น จับต้องหรือทดลองใช้สินค้าเหมือนเช่นการซื้อขายสินค้าในรูปแบบเดิมที่เป็นมา ดังนั้น เพื่อให้ผู้ซื้อสินค้าได้ทราบถึงสิทธิตามกฎหมายที่ตนมีอยู่ ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึงการซื้อขายประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตซึ่งตามกฎหมายเรียกว่า “การขายตามคำพรรณนา”

         การขายตามคำพรรณนา (Sale by Description) เป็นการขายเฉพาะอย่างประเภทหนึ่งในการขายเฉพาะอย่างประเภทอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การขายฝาก การขายตามตัวอย่าง การขายเผื่อชอบ และการขายทอดตลาด เป็นต้น โดยการขายตามคำพรรณนา คือการขายที่ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อสินค้าโดยอาศัยการบรรยายหรือพรรณนาเกี่ยวกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจากผู้ขายเป็นสำคัญ กล่าวคือ เป็นการซื้อขายโดยวิธีการบอกลักษณะของทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นการพรรณนาด้วยวาจา รูปภาพ หรือด้วยวิธีการใดๆและโดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายที่ผู้ซื้อไม่มีโอกาสได้เห็นหรือจับต้องสินค้านั้นก่อน ดังนั้น เพื่อเป็นการให้ความคุ้มครองผู้ซื้อจากการซื้อขายประเภทดังกล่าว กฎหมายจึงได้กำหนดให้ผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินให้ตรงตามคำพรรณนาที่บรรยายไว้โดยถือว่าคำพรรณนาของผู้ขายเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งหากผู้ขายไม่สามารถส่งมอบสินค้าที่มีลักษณะหรือคุณสมบัติตามที่ผู้ขายได้พรรณนาไว้แล้ว

         ผู้ซื้อก็สามารถเรียกให้ผู้ขายรับผิดตามมาตรา ๕๐๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ โดยการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ ๑ ปี นับแต่เวลาที่ผู้ขายส่งมอบสินค้านั้นให้ นอกจากนี้ หากการที่ผู้ขายไม่สามารถส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพคุณสมบัติหรือลักษณะที่ตรงตามคำพรรณนาให้แก่ผู้ซื้อ มีลักษณะเป็นการส่งมอบสินค้าที่เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งหมายโดยสัญญาแล้ว ผู้ขายก็ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน โดยการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ซื้อพบเห็นความชำรุดบกพร่องของสินค้าดังกล่าว ซึ่งนอกเหนือจากสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายโดยปกติทั่วไปแล้วผู้ซื้อยังสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อให้พิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ผู้บริโภคแทนการแก้ไขซ่อมแซมสินค้าในกรณีที่สินค้าชำรุดบกพร่องได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคกำหนด ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ซื้อจะได้รับทราบถึงสิทธิตามที่กฎหมายให้ความคุ้มครองแล้ว อย่างไรก็ตาม การศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการขายสินค้าของผู้ขายแต่ละรายในการซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต ก็นับว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ซื้อควรดำเนินการ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ที่ผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามลักษณะหรือคุณสมบัติที่บรรยายหรือพรรณนาไว้บนหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ในเบื้องต้น

         ________________________________________
         “ในข้อรับผิดเพื่อการส่งของไม่ตรงตามตัวอย่าง หรือไม่ตรงตามคำพรรณนานั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาส่งมอบ”มาตรา ๔๗๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์“ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิดความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่” มาตรา ๔๗๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง” มาตรา ๔๑ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑”

         มาตรา ๔๑ ในคดีที่ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ผู้ประกอบธุรกิจรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้า หากศาลเชื่อว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวมีอยู่ในขณะส่งมอบสินค้านั้นและไม่อาจแก้ไขให้กลับคืนสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติหรือถึงแม้จะแก้ไขแล้วแต่หากนำไปใช้บริโภคแล้วอาจเกิดอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้บริโภคที่ใช้สินค้านั้น ให้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ผู้บริโภคแทนการแก้ไขซ่อมแซมสินค้าที่ชำรุดบกพร่องนั้นก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงลักษณะของสินค้าที่อาจเปลี่ยนทดแทนกันได้ พฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนความสุจริตของผู้บริโภคประกอบด้วย และหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการใช้สินค้าหรือได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้านั้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้บริโภคชดใช้ค่าใช้ทรัพย์หรือค่าเสียหาย แล้วแต่กรณี ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนั้นได้ตามที่เห็นสมควร

         การฟ้องคดีตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้ถูกฟ้องมิใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้านั้น ให้ศาลมีคำสั่งเรียกผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าดังกล่าวเข้ามาในคดีตามมาตรา ๕๗ (๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและมีอำนาจพิพากษาให้บุคคลดังกล่าวร่วมรับผิดในหนี้ที่ผู้ประกอบธุรกิจตามวรรคหนึ่งมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย”

         ที่มาข้อมูล http://www.etda.or.th/etda_website/mains/display/567

Tags รับทำวิจัย วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล งานวิจัย รับสรุปงานวิจัย รับงานวิจัย วิจัยตลาด โปรแกรม spss วิทยานิพนธ์ รับแปลภาษา วิเคราะห์ spss รับวิเคราะห์ข้อมูล แปล เอกสาร ภาษาอังกฤษ พิษณุโลก งานวิจัย รับสรุปงานวิจัย รับงานวิจัย โปรแกรม SPSS รับประมวลผลข้อมูล spss รับงานวิจัย รับสรุปผลงานวิจัย แปลผลงานวิจัย วิเคราะห์ SPSS รับคีย์ข้อมูล รับจ้างทำวิจัย รับทำ IS เชียงใหม่ รับทำงาน วิจัย รับทำงานวิจัย รับทำภาคนิพนธ์ โปรแกรม SPSS ลำปาง รับทำวิจัย รับทำวิทยานิพนธ์ แปล เอกสาร ภาษาอังกฤษ รับทำสารนิพนธ์รับทำแบบสอบถาม ผลงานวิจัย โปรแกรม SPSS แปลเอกสาร งานวิจัย รับทำวิจัย ชลบุรี รับทําปัญหา พิเศษ รับทําวิทยานิพนธ์ รับประมวลผล spss ขอนแก่น รับวิเคราะห์ spss รับเก็บข้อมูล โปรแกรม SPSS รับแปลเอกสาร วิทยานิพนธ์ โปรแกรม spss รับ แปล ภาษา รับประมวลผล spss ขอนแก่น รับวิเคราะห์ spss รับเก็บข้อมูล รับแปลเอกสาร เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก นครนายก วิเคราะห์ SPSS นครสวรรค์ แพร่ ชลบุรี ระยอง

ข้อมูลจัดทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์และการศึกษาเท่านั้น

<--- เริ่มใหม่

  KonChangfun.com Design ขอสงวนลิขสิทธิ์ ©  รับวิเคราะห์ SPSS รับสรุปผลวิจัย รับแปลผลวิจัย ด้วยโปรแกรม SPSS